จอมนักรบทรงเกียรติยศ ตอนที่ 1
vào
25 เม.ย., 2564
บทที่ 1 ของขวัญชิ้นใหญ่
“นายน้อย นายท่านให้พวกเรามาเชิญนายน้อยกลับบ้านเพื่อสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล”
ชายในชุดสูทรองเท้าหนังพูดกับชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าๆ ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเคารพ ด้านหลังของชายในชุดสูทติดตามด้วยชายฉกรรจ์ชุดดำราวยี่สิบกว่าคน พอเห็นก็รู้ว่าไม่ใช่บุคคลธรรมดาอย่างแน่นอน
ชายหนุ่มสวมใส่ชุดทหารเก่า ๆ บนใบหน้าของเขามีแววบุคลิกที่ไม่สอดคล้องกับอายุของเขา เขามองชายในชุดสูทเพียงแวบเดียว แล้วหัวเราะอย่างเย็นชาพลางกล่าว: “หลังจากที่พ่อแม่ของฉันได้ถูกพวกเขาบีบคั้นจนตาย ฉันก็ไม่ใช่คนของตระกูลฟางอีกต่อไป”
“ตาเฒ่านั่นคิดว่าฉันเป็นหมาตัวหนึ่งหรือไง? ที่เรียกก็มา โบกมือก็ไป?”
ชายในชุดสูทร้อนใจ พูดอย่างเร่งรีบ: “นายน้อย นายท่านได้เสียใจกับการกระทำในครั้งนั้นเป็นอย่างมาก หวังว่านายน้อยอย่าได้...”
“พอแล้ว ตั้งแต่วินาทีแรกที่ฉันเดินออกมาจากบ้านตระกูลฟาง ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะกลับไปอีกเลย” ฟางเหยียนขัดจังหวะชายในชุดสูทในทันที
“กลับไปบอกฟางจินหยวน ถ้าหากยังมารบกวนฉันอีก ฉันจะทำลายตระกูลฟางซะ”
พูดจบฟางเหยียนก็ได้เดินจากไปอย่างไม่ไว้หน้า
รอจนกระทัั่งฟางเหยียนจากไปจนไม่เหลือแม้เหงา ชายในชุดสูทถึงได้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เวลานี้ เสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ สามารถปฏิเสธตำแหน่งผู้นำตระกูลบ้านตระกูลฟาง ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งแห่งเจียงตูได้ ก็คงมีแค่ฟางเหยียนเพียงคนเดียว
รถหงฉีสีดำคันหนึ่งจอดรอฟางเหยียนอยู่ที่ด้านหน้าของสนามบินได้สักพักใหญ่แล้ว
หลังจากที่เห็นฟางเหยียน ชายหนุ่มร่างกายแข็งแรงกำยำคนหนึ่งยืดหลังตรง แสดงท่าวันทยหัตถ์ กล่าวด้วยความตื่นเต้น: “กระผมพลโทเทียนขุยสังกัดสำนักเจ็ดพิฆาตชายแดนภาคใต้ขอแสดงความเคารพต่อจอมพลโผ้จวิน!”
ฟางเหยียน ตำนานของกองทัพ อาวุธสำคัญของประเทศ! อายุยี่สิบเข้าร่วมกองกำลังทหารชายแดนภาคเหนือ ในห้าปีที่ผ่านมาความดีความชอบล้นเหลือ จัดตั้งสำนักเจ็ดพิฆาตแพร่กระจายไปทั่วเขตชายแดนของประเทศ สำนักเจ็ดพิฆาตไม่ได้เป็นเพียงแค่ฝันร้ายของกองทัพต่างชาติ ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นกำแพงเหล็กอันแข็งแกร่งของประเทศหวา!
ตำนานเช่นนี้ ต่อให้เป็นพลโทชายแดนภาคใต้อย่างเทียนขุยก็ทำได้เพียงแค่เลื่อมใส ศรัทธา
ฟางเหยียนเพียงพยักหน้าเป็นสัญลักษณ์ จากนั้นจึงขึ้นรถไป
“เทียนขุย ไม่เจอกันนาน เลื่อนขั้นเป็นนายพลแล้วเหรอนี่”
“โผ้จวิน ไม่ว่ากระผมจะเลื่อนขั้นไปตำแหน่งไหน ชีวิตของผมก็เป็นของท่าน ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะท่าน กระผมคงตายไปนานแล้ว”
ฟางเหยียนยิ้มเบา ๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก
ผ่านไปสักพัก เทียนขุยเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ กล่าวว่า: “โผ้จวิน เรื่องที่ท่านให้กระผมตรวจสอบ กระผมตรวจสอบเจอแล้ว เป็นฝีมือของตระกูลเซียว ตอนนี้ธุรกิจของตระกูลเย่กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ล้วนถูกตระกูลเซียวกว้านซื้อในราคาต่ำ”
ใบหน้าที่เดิมทีเคร่งขรึมของฟางเหยียนเคร่งเครียดขึ้น กัดฟันพลางกล่าวว่า “ตระกูลเซียว!”
ครึ่งปีก่อน ตระกูลเย่ตระกูลใหญ่หนึ่งในสามแห่งเมืองจินโจวได้ตกต่ำลง เย่เทียนพ่อบุญธรรมของฟางเหยียนถูกคนวางแผนเล่นงาน ทำให้ต้องฆ่าตัวตาย
เย่เทียนเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของพ่อของฟางเหยียน ตอนอายุแปดขวบพ่อแม่ของฟางเหยียนถูกบีบคั้นจนตาย จากนั้นฟางเหยียนจึงได้ติดตามเขา
พระคุณที่เย่เทียนมีต่อฟางเหยียนหนักเท่าภูเขา เย่เทียนรักและเอ็นดูเขาราวกับลูกแท้ ๆ ทั้งยังยกเย่ชิงหยู่ลูกสาวของตัวเองให้แต่งงานกับเขา! พูดได้ว่า บนโลกใบนี้นอกจากพ่อแม่ของเขาแล้ว เย่เทียนเป็นคนที่ดีกับเขามากที่สุด
เขาคาดไม่ถึงว่า เขาจะได้รับข่าวการตายของเย่เทียนในตอนที่เย่เทียนตายไปได้ครึ่งปีแล้ว
เป็นถึงพลตรี ฉายาโผ้จวิน ปกป้องประเทศชาติบ้านเมือง แต่ว่า เขากลับไม่รู้แม้แต่ว่าคนที่เขารักได้ตายไปแล้ว
ความรู้สึกนี้ มีใครบ้างที่จะเข้าใจ?
เขากลับมาในครั้งนี้ จะต้องให้ตระกูลเซียวชดใช้อย่างแน่นอน
ตระกูลเซียวเป็นตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งแห่งเมืองจินโจว ในสองปีมานี้ตระกูลเย่ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ตระกูลเซียวรู้สึกไม่พอใจ เพื่อที่จะประครองตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งให้คงที่ ตระกูลเซียวได้คิดหาทุกวิถีทางเพื่อกำจัดตระกูลเย่
“โผ้จวิน ให้กระผมไปกำจัดตระกูลเซียวเถอะ”
“ไม่ต้อง เรื่องนี้เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจัดการเอง”
เทียนขุยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “โผ้จวิน ฐานะของท่านในตอนนี้ ไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเลย”
บนใบหน้าของฟางเหยียนพลันปรากฏรอยยิ้มอันเย็นชา จากนั้นสีหน้าของเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด: “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน”
“ไปส่งฉันที่บ้านใหญ่ตระกูลเย่ ฉันอยากกลับบ้านไปดูสักหน่อย”
“ครับ!” เทียนขุยตอบรับ
สิบนาทีต่อมา ทั้งสองมาถึงบ้านใหญ่ตระกูลเย่ ฟางเหยียนให้เทียนขุยจากไปก่อน เขาอยากอยู่ตามลำพังสักพัก
หลังจากที่เทียนขุยจากไปแล้ว เขาหยิบรูปถ่ายครอบครัวใบเก่า ๆ ออกมาจากอก หลายปีมานี้ ในสนามรบ เขาประคับประคองตนเองให้รอดพ้นจากวิกฤตครั้งแล้วครั้งเล่ามาได้โดยอาศัยภาพถ่ายใบนี้
เห็นสิ่งของแล้วก็ทำให้คิดถึงคน เขามองดูบ้านใหญ่ตระกูลเย่ ภาพความทรงจำในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในความคิดของเขาตลอดเวลา
ชายชราผู้เคร่งขรึม เด็กผู้หญิงมัดผมหางม้า ที่ชอบเดินตามหลังเขาและเรียกเขาว่าพี่ชาย รวมทั้งผู้หญิงที่อ่อนโยนสง่างาม บนใบหน้ามักจะมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาคนนั้น
ปลายนิ้วของเขาลูบเบา ๆ ผ่านใบหน้าที่เคร่งขรึมของชายชราคนนั้น หยดน้ำตาได้ไหลออกมาจากดวงตาของเขาอย่างห้ามไม่ได้
“คุณพ่อครับ คุณพ่อวางใจเถอะ ผมจะดูแลชิงหยู่กับคุณน้าจางเอง”
ฟางเหยียนจ้องมองแผ่นกระดาษยาวที่ปิดผนึกอยู่หน้าประตูใหญ่บ้านใหญ่ตระกูลเย่ ระลอกคลื่นได้ผุดขึ้นมาในใจของเขาอีกครั้ง
“เห็นหรือยัง? บ้านใหญ่ของตระกูลเย่ หลังจากนี้ที่นี่ก็จะเป็นของฉันแล้ว” เสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นมา
จากนั้น ชายหนุ่มหญิงสาวห้าคนก็มาถึงหน้าประตูใหญ่บ้านใหญ่ตระกูลเย่
ดูจากเสื้อผ้าการแต่งตัวของชายที่นำหน้าแล้ว คงเป็นคุณชายของตระกูลใหญ่คนหนึ่ง
“คุณชายฮั่ว คุณพูดจริงหรือพูดเล่น? ได้ยินว่าที่นี่ถูกปิดไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ฮึฮึ ฉันบอกว่าที่นี่เป็นของฉันก็คือของฉัน พ่อของฉันเคยพูดว่า เขาจะซื้อที่นี่มอบให้ฉันเป็นของขวัญวันเกิด ไม่เชื่อ ฉันจะพาพวกนายเข้าไปดูตอนนี้เลย” ชายหนุ่มพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ว้าว อลังการมากเลย”
“จริงด้วย คุณชายฮั่ว คุณนี่มันสุดยอดไปเลยจริง ๆ ”
พวกเขาพูดไป พลางผลักเปิดประตูใหญ่ของบ้านใหญ่ตระกูลเย่
“หยุดนะ!” ฟางเหยียนตวาดเสียงต่ำ
ได้ยินดังนั้น ชายที่นำหน้ามองมาทางฟางเหยียน เขามองฟางเหยียนจากหัวจรดเท้าอย่างพินิจพิจารณา กล่าวว่า: “แกกำลังพูดกับฉันอยู่?”
“เมื่อกี้แกพูดอะไร ลองพูดมาอีกครั้งซิ!” ในน้ำเสียงของฟางเหยียนมีแววขู่เล็กน้อย
คำพูดประโยคนี้ทำให้ชายหนุ่มตะลึงเล็กน้อย สายตาของเขาจ้องมองไปที่ใบหน้าของฟางเหยียน ผ่านไปราวสิบวินาที เขาหัวเราะเสียงดัง: “ฉันรู้แล้วว่าแกเป็นใคร แกก็คือคนที่กินอยู่ที่บ้านตระกูลเย่ตั้งแต่เล็กจนโต ทั้งยังแต่งงานกับเย่ชิงหยู่คนนั้น ชื่ออะไรนะ? ฟางเหยียน”
เซียวฮั่วยังคงกล่าวเสียดสีต่อ: “แกคงยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลเย่ใช่ไหม? ฉันจะเป็นคนบอกแกเอง ตระกูลเย่น่ะ เมื่อครึ่งปีก่อนได้ทำสินค้าด้อยคุณภาพ หลอกลวงผู้บริโภค จึงถูกตรวจสอบและอายัด ส่วนเย่เทียนพ่อตาของแก ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ อับอายจนฆ่าตัวตายไปแล้ว”
ฟางเหยียนได้ยินดังนั้น เขากำหมัดไว้แน่น เย่เทียนเป็นผู้ชายที่ให้ความสำคัญต่อความรู้สึก เขาเห็นศักดิ์ศรีและชื่อเสียงสำคัญกว่าชีวิตของเขาเสียอีก ตายไปแล้วยังโดนคนอื่นพูดจาให้ร้าย!
“ทำไม? ตอนนี้แกกลับมา ยังอยากจะมาแทะข้าวบ้านตระกูลเย่กินอีกใช่ไหมล่ะ? ไม่เป็นไร ถึงจะไม่มีตระกูลเย่แล้ว ก็ยังมีฉัน แค่แกคุกเข่าลงต่อหน้าฉันแล้วเรียกฉันว่าพ่อ ฉันจะพิจารณาให้แกดูแลบ้านให้ เลี้ยงแก ก็ยังดีกว่าเลี้ยงหมาตัวหนึ่ง ทุกคนว่าไหม ฮ่าฮ่าฮ่า”
เซียวฮั่วหัวเราะอย่างเมามัน แล้วคนที่มากับเขาพวกนั้นก็หัวเราะด้วย
“ทำไม? โกรธเหรอ? ท่าทางแบบนั้น อยากกัดฉันใช่ไหม?” เซียวฮั่วหยอกล้อ
“เซียวฮั่ว แกจะเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ฉันมอบให้ตระกูลเซียว”
ในขณะที่พูด เข้าก็เดินเข้าหาเซียวฮั่วทีละก้าวทีละก้าว
เซียวฮั่วหัวเราะเบา ๆ ยิ้มมือกอดอกพลางกล่าว: “หรือว่าแกคิดจะลงมือกับฉัน?”
ทันทีที่เขาพูดจบ บอดี้การ์ดชุดดำสองคนที่ตระกูลเซียวให้คอยปกป้องเซียวฮั่วก็วิ่งเข้ามาจากไม่ไกล
เซียวฮั่วยิ่งได้ใจใหญ่พลางกล่าว: “เหมินจั่วเหมินโย่ว ตัดขาทั้งของข้างของมันมาให้ฉัน”
ทันทีที่เซียวฮั่วพูดจบ เขาเห็นฟางเหยียนขยับตัวราวสายฟ้า เหมินจั่วเหมินโย่วพลันคุกเข่าล้มลงกับพื้น
เร็วมาก เซียวฮั่วยังไม่เห็นเขาลงมือด้วยซ้ำ ทุกอย่างก็จบลงแล้ว
“เซียวฮั่ว แกไม่ควรดูถูกพ่อของฉัน” คำพูดที่เยือกเย็นของฟางเหยียนเป็นเหมือนกระบี่ที่แหลมคม ทิ่มแทงลงบนทรวงอกของเซียวฮั่ว
พลังอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวของฟางเหยียน ทำให้เซียวฮั่วรู้สึกอึดอัดจนเหงื่อไหลเปียกโชกไปทั้งตัว
“แก แกแกแก” เซียวฮั่วร้องโวยวายสั่นสะท้าน
ไม่รอให้เซียวฮั่วได้พูด มือใหญ่ ๆ มือหนึ่งจับไปบนคอของเขา จากนั้นค่อย ๆ ยกเขาขึ้นมาจากพื้น
-------------------------------
บทที่ 2 นาย ไม่คู่ควรกับเย่ชิงหยู่
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นไม่กล้าเอ่ยปากใด ๆ ทั้งหมดล้วนตกใจจนหน้าซีด
สถานการณ์แบบนี้ เคยเห็นแค่ในทีวี มันน่ากลัวมาก
“ตุ๊บ!” ฟางเหยียนปล่อยมือ เซียวฮั่วหลุดจากมือของเขาตกลงไปกองอยู่กับพื้น แล้วไออย่างหนัก
“แกจำไว้ให้ดี ที่นี่คือบ้านตระกูลเย่ และจะเป็นแบบนั้นตลอดไป กลับไปบอกพ่อของแก ฉันกลับมาแล้ว” พอฟางเหยียนพูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไป
หลังจากที่ฟางเหยียนค่อย ๆ เดินออกไปไกลจากบ้านใหญ่ตระกูลเย่แล้ว ก็มีเสียงร้องโวยวายอย่างเจ็บปวดดังออกมาจากบ้านใหญ่ตระกูลเย่
ขาทั้งสองข้างของเซียวฮั่วได้ถูกตัดไปแล้ว นี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ชิ้นแรกที่ฟางเหยียนมอบให้กับตระกูลเซียว
“โผ้จวิน ตอนนี้จะไปไหนดีครับ?” บนมือของเทียนขุยยังมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ นั่นเป็นเลือดที่กระเด็นออกมาจากขาทั้งสองข้างของเซียวฮั่วที่ถูกตัดไปเมื่อสักครู่
“ตระกูลจาง” ฟางเหยียนตอบอย่างเย็นชา
ไม่นานรถก็ขับมาถึงหน้าบ้านตระกูลจาง
เทียนขุยมองใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกของฟางเหยียน ลังเลอยู่ครึ่งค่อนวัน ถึงได้กล่าวขึ้น: “โผ้จวิน หวงหยวนฉาวเศรษฐีอันดับหนึ่งของทางภาคตะวันออกเฉียงใต้มาจินโจวเพื่อหาบริษัทคู่ค้า ได้ยินว่าท่านมาที่นี่ อยากจะเชิญท่านทานอาหารร่วมกัน ท่าน...”
“ฉันไม่ว่าง!” ฟางเหยียนขัดจังหวะเทียนขุย
เทียนขุยเม้มริมฝีปาก ไม่พูดอะไรอีก
หลังจากที่ฟางเหยียนได้ลงรถไปแล้ว เทียนขุยก็ได้ขับรถจากไป
หลังจากที่ตระกูลเย่ตกต่ำลง ภรรยาและลูกสาวของเย่เทียนก็ได้กลับบ้านพ่อแม่ของจางเจียวเจียว
ที่เมืองจินโจวตระกูลจางก็พอจะนับได้ว่าเป็นตระกูลชั้นสอง แน่นอน ทุกอย่างล้วนเพราะการช่วยเหลือจากตระกูลเย่
เขาไม่รู้ว่าแม่ลูกคู่นี้ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ฐานะทางครอบครัวตกต่ำลง ร่วงจากสวรรค์ลงสู่เหวในชั่วพริบตา พวกเขาคงพบเจอกับความลำบากมาไม่น้อย วันนี้เขากลับมาแล้ว เขาจะไม่ให้ใครมาทำร้ายพวกเธอได้อีก
เย่ชิงหยู่ ภรรยาของเขา ภรรยาที่เติบโตมาด้วยกันในวัยเด็ก
ขณะที่เขากำลังจะเคาะประตูนั้น มีเสียงคนสนทนากันดังออกมาจากข้างใน
“ชิงหยู่ เรื่องในวันนี้ลุงใหญ่ตัดสินใจให้เธอเอง สามวันให้หลัง ไปที่โรงแรมนานาชาติเทียนเยว่แล้วหมั้นกับหย่องถิงซะ” เป็นจางซื่อตงลุงใหญ่ของเย่ชิงหยู่
“ใช่ ชิงหยู่ หย่องถิงไม่ดีตรงไหน ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย อายุยังไม่ถึงสามสิบก็มีบริษัทเป็นของตัวเองตั้งสามบริษัท สินทรัพย์หลักร้อยล้าน” คนที่พูดคือจางเจียวเจียวแม่ของเย่ชิงหยู่
“ชิงหยู่ พี่หย่องถิงเป็นเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวในใจของสาว ๆ เชียวนะ แต่งกับเขาเธอจะต้องมีความสุขมากแน่ ๆ ” เฉินหย่าเพื่อนสนิทของเย่ชิงหยู่คอยสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ
“คุณตาคะ คุณแม่คะ หนูกับฟางเหยียนได้แต่งงานกันแล้ว ถ้าหากคุณพ่อที่อยู่ในยมโลกทราบเข้า ท่านคงไม่สนับสนุนให้หนูทำแบบนี้แน่” เย่ชิงหยู่พูดอย่างมีทิฐิ ตั้งแต่ตอนที่ฟางเหยียนยังไม่ได้เข้าร่วมกองทัพ เย่เทียนก็ได้จัดงานแต่ให้กับทั้งสองคนแล้ว
“เด็กคนนี้ ฟางเหยียนไปหลบอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นขึ้นกับครอบครัวของเรา ถ้าเกิดเขารู้ เขาจะไม่กลับมาเหรอ? เมื่อกี้หย่องถิงก็ได้พูดแล้ว เป็นทหารก็เล่นโทรศัพท์ได้ ถ้าหากเขาเห็นว่าที่นี่เป็นบ้าน เขาจะไม่ถามไม่ใส่ใจได้ยังไง”
จางซื่อตงพูดเสริมอย่างมีเหตุมี: “แม่ของเธอพูดถูก ฟางเหยียนก็แค่คนไร้ความสามารถ ขี้ขลาดตาขาว เขาจะต้องรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลเย่ แล้วหนีไปไกล ๆ อย่างแน่นอน คนที่ไม่มีประโยชน์เลี้ยงเสียข้าวสุกแบบนี้ จะฝากความหวังอะไรกับมันได้?”
“ใช่ ชิงหยู่ตอบรับพี่หย่องถิงเถอะ ฟางเหยียนคิ้วโจรตาหนูแบบนั้น ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีอะไร”
ฟางเหยียนกำหมัดแน่น หากเขาเป็นเพียงแค่ทหารธรรมดา เขาคงกลับมาตั้งนานแล้ว แต่ว่าตัวเขาอยู่ในสนามรบ เขาต้องเผชิญหน้ากับทหารต่างชาติที่น่าเกรงขามอยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้ถึงทำให้เขาได้รับรู้เมื่อเรื่องผ่านไปแล้วครึ่งปี
เขามาช้าไป ฟางเหยียนไม่โทษพวกเขาที่จะเข้าใจผิด
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเคาะประตู หญิงวัยกลางคนสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีดำ บุคลิกของเธอมีแววของผู้ดีมีสกุลเดินมาเปิดประตู
เมื่อหญิงวัยกลางคนพบเห็นใบหน้านั้น เธอตะลึงอยู่ครึ่งค่อนวันถึงได้รู้สึกตัว
“นายคือฟางเหยียน?”
รอยยิ้มที่เห็นได้อยากปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฟางเหยียน เขากล่าว: “ผมเองครับ คุณน้าจาง”
“นาย... นายกลับมาตั้งแต่ตอนไหน?” ใบหน้าของจางเจียวเจียวมีแววดีใจและประหลาดใจปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย
“พึ่งจะถึงครับ!”
“ฟางเหยียน...” ใบหนาของจางเจียวเจียวพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เขากังวลเรื่องเมื่อสักครู่นี้
“คุณน้าจางครับ ผมเข้าไปได้ไหมครับ?” ฟางเหยียนถามตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม
จางเจียวเจียวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทว่า ฟางเหยียนได้เข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในบ้าน มีลุงใหญ่ของเย่ชิงหยู่ และยังมีชายแปลกหน้าอีกคน ข้าง ๆ ของเย่ชิงหยู่มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ เป็นเฉินหย่าเพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง
“ฟาง... ฟางเหยียน!” เย่ชิงหยู่จำฟางเหยียนได้ตั้งแต่แรกเห็น มันเป็นเหมือนกับความฝัน ทำให้เธอยังไม่ทันตั้งตัว
ฟางเหยียนจ้องมองเย่ชิงหยู่ เธอยังงดงามเหมือนเดิม ชุดกระโปรงสั้นรัดรูปสีดำทำให้สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบของเธอปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ถุงน่องสีดำคู่นั้นทำให้เธอดูเซ็กซี่เป็นพิเศษ เวลาหกปี ทำให้เธอเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม
“เธอ เธอสบายดีไหม?” ฟางเหยียนถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ร้อนไม่หนาว
เย่ชิงหยู่ถอนหายใจเบา ๆ กล่าว: “คุณกลับมาทำไม?”
ทันทีที่สิ้นเสียง เย่ชิงหยู่เริ่มน้ำตาคลอ มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ ในแต่ละวันนั้น เธอผ่านมาได้ยังไง เธอเคยจินตนาการอยู่บ่อยครั้ง ถ้าหากฟางเหยียนอยู่ข้างกายเธอ ก็คงจะดีมาก คุณพ่อตายไปแล้ว ฟางเหยียนเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของเธอ แต่ทว่าตั้งแต่จนจบก็ยังไม่มีร่องรอยของฟางเหยียนเลย
“ขอโทษ ผมกลับมาช้าไป ทำให้พวกคุณต้องได้รับความไม่เป็นธรรม” ฟางเหยียนกล่าวพร้อมสะอื้นเล็กน้อย ในห้าปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดกับคนอื่นด้วยน้ำเสียงแบบนี้
ห้าปีที่รับราชการทหาร สู้รบไม่หยุด เขาได้กลายเป็นคนที่ไม่ยิ้มแย้ม ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกไปแล้ว
“ขอโทษ ฉัน อยากเข้าห้องน้ำหน่อย”
เย่ชิงหยู่มือปิดไปหน้า ลุกขึ้นและเดินออกไป เธอไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับฟางเหยียนด้วยอารมณ์แบบไหน
จางเจียวเจียวให้ฟางเหยียนนั่งลง!
ทันทีที่เขานั่งลง ลู่หย่องถิงหัวเราะเยาะกล่าว: “ที่แท้ก็คือฟางเหยียนที่อยู่ฟรีกินฟรีในบ้านตระกูลเย่คนนั้นนี่เอง”
“ใช่ค่ะ พี่หย่องถิง เขาก็คือฟางเหยียนที่ไม่มีประโยชน์คนนั้น” เฉินหย่ากล่าวสนับสนุน ในความทรงจำของเฉินหย่า ฟางเหยียนก็คือคนไร้ประโยชน์ที่ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ
เพื่อให้ได้เย่ชิงหยู่มาครอง ลู่หย่องถิงเสียกำลังและเวลาไปมากมาย อีกนิดเดียวก็จะสำเร็จอยู่แล้ว กลับมีฟางเหยียนเข้ามาแทรกแซง
“อ้อใช่แล้ว มีคำพูดบางอย่าง ที่ฉันจะต้องบอกกับนายให้ชัดเจน สามวันให้หลัง ฉันจะหมั้นกับชิงหยู่ที่โรงแรมนานาชาติเทียนเยว่ ที่นายกลับมาเอาตอนนี้ ฉันรู้แล้วว่าเพราะอะไร”
พูดจบ ลู่หย่องถิงก็หยิบเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งล้านขึ้นมาและกล่าวว่า: “นี่เป็นเช็คจำนวนหนึ่งล้าน เพียงพอให้นายใช้เป็นเวลานาน ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอยู่ที่เมืองจินโจว นายคงรู้นะว่าต้องทำยังไง”
ลุงใหญ่จางซื่อตงตะลึง กล่าว: “ฟางเหยียน ที่แท้แกรีบมาเพื่อสิ่งนี้เองเหรอ? แก แกนี่มันหน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ”
ในสายตาของพวกเขา ฟางเหยียนกลับมาในเวลานี้ ก็เพื่อเงินแค่นั้นเอง
“แต่ก็ดีเหมือนกัน ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของแก ทำให้ชิงหยู่ตายใจ”
ฟางเหยียนหายเข้าใจลึก ๆ ครั้งหนึ่ง กวาดสายมองคนในห้องนี้รอบหนึ่ง ส่ายหัวอย่างละอายใจ เขาหยิบเช็คใบนั้นขึ้นมาจากโต๊ะ
ทันทีที่เห็นฟางเหยียนหยิบเช็คขึ้นมา บนใบหน้าของลู่หย่องถิงปรากฏแววได้ใจขึ้นมามากกว่าเดิม คิดจะแข่งกับเขา ฟางเหยียนยังอ่อนหัดเกินไป
ฉากนี้โดนเย่ชิงหยู่ที่อยู่ข้างๆ เห็นเข้าพอดี ในใจของเธอเย็นเฉียบขึ้นมาทันที ในขณะที่เธอโดนผู้คนมากมายหัวเราะเยาะ เธอวังว่าฟางเหยียนจะเป็นเช่นดั่งวีรบุรุษปรากฏตัวออกมาปกป้องเธอ แต่ตอนนี้ ในใจของเธอเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ฟางเหยียน มาเพื่อเงินจริง ๆ เหรอ?
ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง เธอก็ควรที่จะตายใจได้แล้ว บางทีนี่อาจเป็นตัวตนที่แท้จริงของฟางเหยียน
แต่ในนั้นเอง ฟางเหยียนนำเช็คในมือฉีกเป็นสองท่อน ท่าทางของเขาทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นมึนงง
ฟางเหยียนยิ้มที่มุมปาก พูดทีละคำอย่างช้า ๆ : “นาย ไม่คู่ควรกับเย่ชิงหยู่”
-----------------------------------------
《จอมนักรบทรงเกียรติยศ》
